Darken Fay - Chapter One ~ The beginning of blessing

posted on 19 Jun 2012 10:18 by marchen-piper in My-Novel-Room directory Fiction

 

 

ท้องฟ้า... กำลังถูกเมฆสีดำเข้าปกคลุม 

 

แสงตะวันกำลังถูกริดรอนอำนาจ 

 

‘กลางวัน’ กำลังถูก ‘ความมืด’ เข้าครอบครอง

 

แม้จะไม่ ‘ทั้งหมด’ แต่ก็เป็นเหมือน ‘จุดเริ่มต้น’

 

จุดเริ่มต้น... ที่ไม่มีวันหวนกลับ!

 

.......... 

 

 

 

หากมองด้วยสายตาจองคนทั่วไป ‘เมฆดำ’ ที่อยู่เบื้องบนนั้น เป็นเพียงแค่เมฆฝนที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ยิ่งสถานที่แห่งนี้เป็นเมืองที่มีฝนหลงฤดูเป็นประจำอยู่แล้ว ยิ่งไม่ใช่เรื่องพิสดารที่ต้องเงยหน้ามองด้วยซ้ำ

 

แต่สำหรับผู้ที่เห็นด้วยตาของตนเองว่า ‘มัน’ ก่อกำเนิดขึ้นได้อย่างไร มัน... ‘ไม่ใช่’

 

มันไม่ใช่เมฆฝน... ไม่ใช่แม้แต่สิ่งที่จะอยู่บนโลกอัน ‘ธรรมดา’ เพราะมันเกิดจากอำนาจของคนๆหนึ่ง อำนาจ... ที่เจ้าของไม่สามารถควบคุมได้

 

‘อำนาจ’ ของ... ‘เธอ’

 

 

บนดาดฟ้าสูงที่ตัดสายตาอยากรู้อยากเห็นของโลกภายนอก เด็กสาวคนหนึ่งกำลังกอดร่างที่ไม่ได้สติไว้ในอ้อมแขน ลมหายใจอุ่นๆที่สัมผัสได้ ทำให้เธอค่อนข้างโล่งใจไปได้เรื่องหนึ่ง... ว่าเธอไม่ได้สูญเสียใครไป

 

เธอ... ‘ยัง’ ไม่ได้ทำอะไรลงไป

 

คิดแล้วเด็กสาวก็ยิ่งกระซับอ้อมกอด ให้ตนเองสัมผัสไออุ่นของชีวิตมากขึ้น

 

พูดตามตรงแล้ว... เธอเองก็ไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจว่า ‘ครั้งต่อไป’ เธอจะโชคดีอย่างนี้อีกหรือไม่

 

ถ้าหากว่า...

 

.....

 

 

ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทราวกับเป็นเสื้อผ้าสำหรับไว้ทุกข์เดินเข้ามาใกล้ เขาไม่ชายตามองผู้ที่นอนนิ่งไม่ขยับในอ้อมแขนของเด็กสาวแม้แต่น้อย สายตาของเขาสนใจแค่เพียงตัวเด็กสาว เด็กสาวที่กำลังนั่งอย่างอ่อนแอเท่านั้น

 

“ข้าบอกเจ้าแล้ว...”

 

น้ำเสียงเรียบเฉยที่เรียกให้เด็กสาวเงยหน้า เธอ... เคยพบกับเขาแล้ว แต่ตอนนั้น... ไม่เหมือนกับตอนนี้ แม้สายตา ท่าทาง และน้ำเสียงของเขายังคงเหมือนเดิม แต่เนื้อหาในคำพูดนั้นไม่เหมือนกัน

 

ตอนนั้น... เขาและเรื่องของเขาเป็นเพียงเรื่องโป้ปด เป็นเรื่องล้อเล่นที่ไม่ได้น่าเชื่อถือเลยสักนิด เป็นแค่เพียงเรื่องสำหรับหลอกเด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสาเท่านั้น

 

แต่ ‘ตอนนี้’...

 

โดยเฉพาะเมื่อไม่กี่นาทีก่อน...

 

“ฉัน...” น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากนั้นสั่นเครือ “ฉันจะทำยังไงดี...”

 

“เจ้าต้องเลือก

 

 

เด็กสาวเงยหน้า มือที่โอบประคองชีวิตนั้นสั่นสะท้าน ตอนนี้... เธอไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้วว่าเรื่องที่ชายหนุ่มพูดเป็นแค่เพียงเรื่องหลอกเด็ก ในเมื่อความรู้สึก และรสสัมผัสยังชัดเจนอยู่ในตัวเธอ

 

แม้กระทั่งตอนนี้ ‘มัน’ ก็อาจจะตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

 

“เลือกมา... ว่าเจ้าต้องการอะไร”

 

คำถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างไปจากเดิม เด็กสาวมองร่างในอ้อมแขน

 

ร่างนั้น... เป็นเด็กสาว... เป็นเด็กสาวที่ ‘เคย’ รูปร่างหน้าตาเหมือนเธอราวกับเป็นกระจกสะท้อน

 

เธอแตะใบหน้านั้นอย่างแผ่วเบา...

 

“ฉัน... เลือก.........”

 

............

 

.....

 

.

 

 

 

 

  

--------------------

 

 

เพราะมีความมืด... จึงรู้ว่าสิ่งใดคือแสง 

 

เพราะมีความสิ้นหวัง... จึงรู้ว่าความหวังนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร 

 

และ.... 

 

เพราะมีความหวัง... ดังนั้นจึงมีคำอธิษฐาน 

 

.......... 

 

 

 

เสียงระฆังดังขึ้น...

 

ก่อนหน้านี้... เสียงระฆังยังเป็นเสียงแห่งความสุข... เป็นเสียงสัญญาณของการเริ่มต้นชีวิตใหม่

 

แต่ว่าตอนนี้...

 

ระฆังแห่งความสุขถูกทำลายจนโค่นลงมา เสียงเมื่อครู่เป็นเสียงสุดท้ายของมัน... เสียงสุดท้ายที่ดังกังวานกลางเศษซากปรักหักพัง

 

ชายคนหนึ่ง... ทรุดตัวต่อหน้าหญิงสาว

 

เนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลและโลหิตสีเข้ม ชุดสวยขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม

 

ถึงอย่างนั้น... หล่อนก็ยังงดงาม

 

แม้จะเป็นความงดงามที่อาจจะเหลืออยู่แค่เพียงครู่เดียวก็ตาม

 

..........

 

 

“เอาตัวนี้ดีไหมนะ...”

 

เด็กสาวในชุดเสื้อกระโปรงผ้าปักสีเขียวอ่อนพูดพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ควรจะบอกว่าเป็นการพูดให้คนอื่นฟังด้วยมากกว่า ในขณะที่ตนเองกำลังหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่

 

“พี่แม็กคิดว่าตัวนี้ดีหรือเปล่า”

 

คำถามนั้นเรียกให้เด็กหนุ่มอีกคนที่มีหน้าตาคล้ายเด็กสาวมากกว่าสี่ในห้าส่วนเงยหน้าจากหนังสือในมือ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองร่างบางตรงหน้า

 

“ดี... น่ารัก... ไม่ว่าชุดไหนก็ดีทั้งนั้นแหละเนรี่”

 

เด็กสาวชักสีหน้าทันใด “พี่แม็ก! ดูดีๆก่อนตอบสิ!”

 

“พี่ก็ดูดีๆแล้วไง”

 

“พี่แม็กแค่มองผ่านแล้วตอบเท่านั้นต่างหาก ไม่ได้ดูจริงๆสักหน่อย”

 

ถึงฝ่ายขอความเห็นจะประท้วงสักเท่าไร สิ่งที่เด็กหนุ่มทำกลับเป็นเพียงการถอนหายใจ  และเพิ่มเติมคำพูดขยายความให้อีกหนึ่งประโยค

 

“ชุดไหนที่เธอเลือกก็น่ารักทั้งนั้นจริงๆนี่เนรี่”

 

แต่น่าเสียดาย... ที่คำขยายความนั้น สำหรับเด็กสาว เธอฟังแล้วให้ความรู้สึกว่า ‘พี่ชาย’ ไม่เพียงตอบโดยไม่ดู... เขายังไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำ

 

“พี่แม็ก!”

 

“เนรี่... มาช่วยฉันดูเสื้อตัวนี้หน่อยสิ...”

 

เด็กสาวอีกคนในชุดเสื้อผ้าเรียบๆสีกรมท่าเดินมาขัดกลางระหว่างทั้งคู่ ในมือของเธอถือเสื้อในไม้แขวนสองตัว “... ฉันเลือกไม่ถูก” เธอพูดต่อท้ายให้จบประโยค

 

‘เนรี่’ มองผู้ที่เข้ามาใหม่ และเลื่อนสายตาไปที่เด็กหนุ่มคู่กรณี

 

“พี่แม็กเป็นผู้ชาย... เรื่องเสื้อผ้าผู้หญิงอย่างนี้ พี่เขาไม่ถนัดหรอก” เมื่อเห็นว่าคนอารมณ์เสียยังไม่ยอมเลิกง่ายๆ เด็กสาวคนเดิมจึงพูดต่อ “เนรี่มาช่วยฉันเลือกดีกว่านะ”

 

เมื่อถูกพูดมากขึ้น ในที่สุดเด็กสาวเจ้าของชื่อเนรี่ก็ต้องยอม “ก็ได้... เห็นแก่พี่เอมี่นะ จะทิ้งพี่แม็กไว้ตรงนี้ก็ได้”

 

แต่คนถูกทิ้งไม่ได้เดือดร้อนอะไร ตรงกันข้าม กลับพยักหน้าและเดินไปยังโซฟามุมร้านโดยที่ไม่บ่นอะไรแม้แต่คำเดียว

 

 

..........

 

 

หากบอกว่าพี่น้องฝาแฝดเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากกว่าพี่น้องปกติ... เรื่องนั้นจะเรียกว่าเป็นเรื่องถูกก็ได้ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกันก็ได้ อันที่จริงต้องบอกว่าพี่น้องฝาแฝดที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจะมีความสนิทสนมกันมากที่สุด... ก็ลองเกิดมาก็มีคนที่อายุเท่ากับตัวเองอยู่ด้วยแทบตลอดเวลาดูสิ ต่อให้ไม่อยากสนิท ยังไงสุดท้ายแล้วก็ต้องสนิทกันอยู่ดี

 

‘แม็กเวล สแตร์นี่’ เองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีพี่น้องฝาแฝด แต่เขาไม่ได้มีพี่ชายหรือน้องชายเอาไว้คุยเรื่องเกม เล่นกีฬา หรือว่าทำกิจกรรมอย่างที่เด็กผู้ชายควรจะทำด้วยกัน เพราะว่าคู่แฝดของเขาเป็นเด็กผู้หญิง

 

ใช่... เขามีน้องสาวฝาแฝด

 

แต่ถึงจะมีเด็กผู้หญิงร่วมเกิดวันเดือนปีเดียวกัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาถึงสิบห้าปี แม็กเวลก็ยังเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่ได้เข้าใจกับ ‘กิจกรรมพิศษ’ ของผู้หญิง... โดยเฉพาะการเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับทั้งหลาย

 

ดังนั้น... ไม่น่าแปลกใจหรอกที่เขาจะโดนน้องสาวคนเล็กโวยวายใส่อย่างวันนี้

 

 

เด็กหนุ่มมองดูสองสาวที่ยังจับเสื้อผ้าตัวโน้นตัวนี้ไม่เลือก ก่อนจะมองไปรอบตัว ที่นี่นอกจากเขาแล้วยังมีผู้ชายคนอื่น ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกับเขาไปจนถึงอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ทั้งหมดดูเหมือนจะประสบชะตากรรมเดียวกัน

 

โชคดีที่ร้านนี้มีที่ให้นั่งรอ... หรือไม่ก็เพราะมีคนที่เผชิญปัญหาเช่นนี้บ่อยๆ ทางร้านจึงจัดอำนวยความสะดวกให้เสียเลย

 

ไม่ว่าจะเป็นข้อไหน ตอนนี้แม็กเวลก็รู้สึกว่าตัวเองสบายไปอย่างที่ไม่ต้องฟังเสียงพูดตลอดเวลา และต้องอ้าปากออกความเห็นทุกสิบนาที

 

หนังสือที่อ่านค้างเอาไว้ถูกเปิดออก ไหนๆก็ไม่มีที่จะไปอยู่แล้ว

 

และกว่าที่น้องสาวจะเลือกของเสร็จ เขาก็คงอ่านจบแล้ว

 

 

..........

 

 

 

หลังจากที่ผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มเดินจากไปแล้ว ‘เนริซซ่า สแตร์นี่’ หรือน้องสาวคนสุดท้องที่พี่ๆต่างเรียกด้วยความเอ็นดูว่า ‘เนรี่’ ก็หันมอง ‘พี่สาว’...

 

‘เอมิริน่า สแตร์นี่’ พี่สาวคนกลางของพี่น้องสามคน ซึ่งหากไม่นับเสื้อผ้าสีทึมในรูปแบบเรียบง่ายสุดๆ ทรงผมที่ถักเปียอย่างเรียบร้อยแล้ว รูปร่างหน้าตาไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากน้องสาวฝาแฝด

 

ไม่สิ... เนริซซ่ารู้สึกว่ามีหลายอย่างที่พี่สาวแตกต่างจากตัวเอง เช่นโทนสีผิวที่ขาวกว่า เส้นผมที่ละเอียดนุ่มมากกว่า มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า ทรวดทรงดีกว่า ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่าง คิ้วที่โค้งได้รูปมากกว่า ริมฝีปากเรียวกว่า...

 

‘ถ้าพี่เอมี่แต่งสีสันเพิ่มสักหน่อย ต้องน่ารักกว่าฉันแน่ๆ’ เนริซซ่าพูดประโยคนี้เป็นประจำ แต่น่าเสียดายที่เอมิริน่าทำเพียงแค่พยักหน้า และหันไปใส่เสื้อผ้าแบบเดิม

 

น่าเสียดาย... น่าเสียดายจริงๆ

 

 

เนริซซ่ามองดูเสื้อผ้าที่พี่สาวถือ... เสื้อตามสมัยแบบที่เอมิริน่าไม่มีวันหยิบมาแน่ๆ ดูแล้วน่าจะเป็นเพราะรีบหยิบมาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดึงตัวเธอออกมาจากพี่ชายมากกว่า

 

อื้ม.. ถ้าอย่างนั้น

 

 

“พี่เอมี่ เมื่อกี้พี่บอกว่าใหฉันช่วยเลือกเสื้อให้ใช่ไหม”

 

“เอ่อ... ใช่... แต่...”

 

“งั้นเอาชุดสีชมพูตัวนั้นดีกว่า พี่เอมี่ใส่ต้องน่ารักมากแน่ๆเลย” เนริซซ่าไม่ฟังคำพูดใดๆ เธอดึงร่างของพี่สาวไปยังราวแขวนเสื้ออีกด้านหนึ่ง และยังหยิบเอาเสื้อผ้าสีหวานขึ้นมาทาบอีกฝ่าย

 

“อื้ม... สีอ่อนกว่านี้น่าจะดีกว่า...”

 

“เนรี่...” เอมิริน่าเรียกน้องสาว “พี่ไม่ได้...”

 

“ลองตัวนี้ดูสิพี่เอมี่ต้องน่ารักมากแน่ๆเลย”

 

“เนรี่...”

 

ในเมื่อเอมิริน่ากล้าใช้เรื่องเลือกดูเสื้อผ้าเป็นข้ออ้าง เนริซซ่าก็ไม่ลังเลที่จะทำตามอย่างเต็มที่ ในเมื่อเธอเองก็อยากเห็นพี่สาวอยู่ในชุดน่ารักๆเหมือนกัน

 

แล้วเมื่อโอกาสถูกยื่นมาให้ตรงหน้า มีหรือที่เธอจะไม่คว้าเอาไว้...

 

 

..........

 

 

 

‘ไม่คิดว่าจะคาดการณ์ผิด...’

 

 

แม็กเวลมองเนริซซ่าและเอมิริน่าที่ยืนถือถุงกระดาษของร้านตรงหน้า ตอนนี้... เขายังอ่านหนังสือได้แค่สามในสี่ของเล่ม และ...

 

อีกเรื่องที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งกว่า....

 

คนที่ได้เสื้อผ้าใหม่ไม่ใช่เนริซซ่า แต่เป็นเอมิริน่า

 

 

“เกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่...”

 

“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้นแหละพี่แม็ก” เนริซซ่าตอบกลับท่าทางยิ้มแย้มร่าเริง ผิดกับสาวน้อยเอาแต่ใจในตอนแรก “ก็แค่... ฉันเลือกเสื้อผ้าให้พี่เอมี่ตามที่พี่เอมี่เรียกฉันไปเท่านั้นเอง”

 

แม็กเวลมองเอมิริน่า ซึ่งเธอก็ทำแค่เพียงมองกลับและหัวเราะแห้งๆเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเธอพยายามพูดแล้ว แต่พูดไม่ทันหรือไม่ก็เนริซซ่าไม่ยอมฟัง หรืออาจจะเป็นทั้งสองเหตุผลก็ได้

 

“เอาล่ะ! รีบกลับบ้านกันดีกว่า”

 

เนริซซ่าเป็นฝ่ายเดินนำออกไป แม็กเวลเห็นอย่างนั้นจึงเก็บหนังสือเข้ากระเป๋า เอมิริน่ายืนรอพี่ชายเก็บของให้เรียบร้อยก่อน จึงจะเดินออกจากร้านไปด้วยกัน

 

ถึงบอกจะบอกว่ารีบกลับบ้าน แต่เนริซซ่าก็ยังมีอารมณ์เหลือบมองกระจกร้านข้างทาง และทำท่าพร้อมจะเข้าไปในร้านได้ทุกเมื่อ

 

แม็กเวลชะลอจังหวะก้าวเล็กน้อย เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับเอมิริน่า

 

“ไม่เห็นต้องตามใจเนรี่ขนาดนั้นเลยก็ได้นี่ เอมี่”

 

น้ำเสียงห่วงใยที่เอมิริน่าหัวเราะเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่แม็ก ดีเสียอีกที่ได้เสื้อผ้าใหม่ ฉันเองก็โดนคุณแม่บ่นเรื่องนี้พอดี ว่าควรจะแต่งอะไรให้สดใสสมวัยบ้าง”

 

“แต่ฉันก็คิดว่าเธอตามใจมากเกินไปอยู่ดี เกิดเนรี่เอาแต่ใจกว่านี้ ไม่แย่เหรอ”

 

“ไม่หรอกพี่แม็ก... เนรี่เป็นเด็กดีนะ”

 

“เด็กดีน่ะใช่ แต่เด็กดีกับการเอาแต่ใจมันก็คนละเรื่องกันนะ” พี่คนโตพูดทำนองสั่งสอน “จริงสิ...”

 

“พี่แม็ก พี่เอมี่... จะยืนคุยกันเองไปจนถึงเมื่อไรคะ” เนริซซ่าหยุดมองข้างทางตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ทำให้ทั้งเอมิริน่าและเม็กเวลต่างพร้อมใจกันสะดุ้ง โดยเฉพาะแม็กเวล... ที่มองเนริซซ่าเหมือนเธอมาขัดจังหวะสำคัญ

 

“เนรี่...”

 

แต่เจ้าของชื่อไม่ฟังคำเรียกของพี่ชาย เธอเดินเข้าไปคล้องแขนพี่สาว“พี่เอมี่... เดินด้วยกันดีกว่า ฉันเดินคนเดียวแล้วไม่มีใครช่วยออกความเห็นเลย”

 

เห็นได้ชัดว่าเป็นการแกล้งเอาคืนพี่ชายที่ไม่ค่อยสนใจตัวเอง โดยการเอาพี่สาวมาไว้กับตัวบ้าง แม็กเวลเห็นอาการอย่างนั้นแล้วก็อดขำในใจไม่ได้

 

มีแต่เอมิริน่าที่มองเนริซซ่า ก่อนที่จะมองพี่ชายด้วยแววตาลังเล

 

ก็เมื่อกี้นี้... พี่ชายจะพูดอะไรไม่ใช่หรือ

 

 

“พี่แม็ก...”

 

“ไม่มีอะไรหรอก” แม็กเวลเข้าใจความหมายของเอมิริน่าโดยไม่ต้องให้เธอพูดเพิ่มเติม เขายกมือขึ้นโบกเป็นท่าทางเสริมคำพูด “ก็แค่จะถามว่าพวกเธอสองคนจะกลับบ้านก่อนไหม เพราะพี่จะแวะร้านหนังสือต่อ”

 

“เอ่อ...” เอมิริน่าเหลือบมองน้องสาวที่เริ่มขมวดคิ้ว เนริซซ่าไม่ค่อยชอบร้านหนังสือเท่าไร โดยเฉพาะร้านโปรดของพี่ชาย “ฉันกับเนรี่กลับบ้านก่อนดีกว่าค่ะพี่แม็ก จะได้ไม่ต้องไปเกะกะพี่”

 

“ใช่... ฉันกับพี่เอมี่จะรีบกลับบ้านไปหาคุณแม่ก่อน”

 

เห็นแม็กเวลหัวเราะเบาๆ เขาอมยิ้มมองน้องสาวคนเล็กด้วยสายตาเอ็นดู และเลื่อนสายตาไปที่เอมิริน่าที่กำลังทำหน้าที่เป็นพี่สาวที่แสนดี

 

“พี่จะรีบกลับ... ฝากบอกคุณแม่ด้วยนะ”

 

“ค่ะ” เอมิริน่ารับคำ และหันไปหาเนริซซ่า “กลับกันเถอะเนรี่”

 

“ค่ะพี่เอมี่” เนริซซ่าพยักหน้า ก่อนจะหันไปพูดทำน้องน้ำเสียงกำซับกับพี่ชาย “พี่แม็ก... อย่าเผลอตัวดูของชอบนานนะ”

 

แม็กเวลหัวเราะ ความจริงคำพูดประโยคนี้เขาน่าจะได้เป็นคนพูดกับน้องสาวตัวดีไม่ใช่หรือ แล้วทำไมกลายเป็นเขาถูกแม่ตัวน้อยสั่งสอนแทนไปได้ล่ะ

 

“พี่รู้แล้ว... เธอเองก็อย่าแวะที่ไหนเพิ่มล่ะเนรี่”

 

“รู้แล้วค่า...”

 

เนริซซ่าพูดพร้อมแลบลิ้นเล็กน้อย ส่วนเอมิริน่ายิ้มให้พี่ชาย ก่อนจะถูกน้องสาวดึงให้เดินไปที่ตู้กระจกของร้านขายรองเท้า

 

แม็กเวลส่ายหน้า เขามองเนริซซ่าและเอมิริน่าอีกครู่หนึ่ง จึงออกเดินไปยังเป้าหมายที่ต้องการ

 

โดยไม่เห็นว่า... ด้านหลังของน้องสาวทั้งสอง

 

มีเงาร่างหนึ่งออกเดินตาม...

 

 

..........

 

 

 

ครอบครัวแสตร์นี่ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าคน... เป็นจำนวนที่จะบอกว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนก็พูดได้ไม่ผิด

 

ตอนแรกที่ ‘เนเรีย’ คุณแม่ของบ้านรู้ว่าตัวเองจะมีเด็ก เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเป็นลูกแฝด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็น ‘แฝดสาม’ ที่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

 

ว่ากันว่าตอนนั้น... แม็กเวลและเนริซซ่าคลอดได้อย่างปกติ มีเพียงเอมิริน่าเท่านั้นที่เป็นปัญหาจนต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด กว่าที่เนเรียจะได้อุ้มลูกสาวคนนี้ด้วยมือของตัวเอง ก็เกือบสองเดือนให้หลัง

 

ผ่านมาสิบห้าปีแล้วสินะ...

 

ส่วนตอนนี้...

 

 

 

“กลับมาแล้วค่ะ” เสียงของเนริซซ่าเรียกความสนใจของเนเรีย เธอวางอัลบั้มรูป และหันไปยิ้มให้ร่างที่เพิ่งเดินเข้ามา

 

“กลับมาแล้วหรือจ๊ะ เนรี่ เอมี่”

 

“กลับมาแล้วค่ะคุณแม่” เอมิริน่ายิ้มตอบ “คุณแม่ค่ะพี่แม็กแวะร้านหนังสือ... เลยจะกลับช้าสักหน่อย”

 

“เด็กคนนี้ล่ะก็...” เนเรียพึมพำเบาๆถึงลูกชาย “ว่าแต่... เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษกันไหม”

 

เนริซซ่าตาโตทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘พิเศษ’ “วันนี้มีเรื่องอะไรพิเศษเหรอคะ”

 

แต่คุณแม่กลับตอบอ้อมไปอีกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวอย่าง...

 

“เดี๋ยวคุณพ่อก็กลับมาแล้ว เห็นบอกว่าจะหิ้วเค้กกลับมาด้วย เตรียมอาหารพิเศษหน่อยดีกว่าเนอะ”

 

ถึงเค้กและอาหารพิเศษจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่ทั้งนาริซซ่าและเอมิริน่าดีใจมากกว่าคือการที่คุณพ่อกลับมากินอาหารมื้อเย็นด้วย

 

ก็... คุณพ่องานยุ่งมาก นานๆทีกว่าจะมีเวลากลับมาทันเวลาอาหารเย็นนี่นา...

 

 

“คุณพ่อจะกลับมากินข้าวด้วยเหรอคะ คุณแม่” เนริซซ่าร้องอย่างดีใจ “งั้นวันนี้หนูช่วยคุณแม่ทำอาหารเย็นนะคะ”

 

“ได้สิจ๊ะ เอมี่ล่ะ จะมาทำด้วยกันไหม”

 

“ทำค่ะ” เอมิริน่าตอบทันที ก่อนจะรู้สึกถึงของในมือ “เอ่อ... งั้นหนูขึ้นไปเก็บของก่อนนะคะ”

 

“จ๊ะ แล้วแม่จะรอในครัวนะ”

 

“ค่ะ”

 

 

เมื่อเอมิริน่าเดินขึ้นบันไดไปแล้ว เนเรียจึงถือโอกาสหันมาพูดกับลูกสาวอีกคน ด้วยข้อสงสัยเดียวกับแม็กเวลไม่มีผิด “ว่าแต่... ทำไมครั้งนี้ คนที่ได้เสื้อใหม่ถึงได้กลายเป็นเอมี่ไปได้ล่ะ”

 

“ก็หนูอยากเห็นพี่เอมี่แต่งตัวน่ารักๆบ้างนี่คะคุณแม่” เนริซซ่าพูดพลางหัวเราะคิกคัก “พอดีกับที่พี่เอมี่กำลังสนใจมองเสื้อผ้าพอดี หนูก็เลยจัดการให้เสียเลย”

 

“เหรอจ๊ะ...” เนเรียลุกขึ้นเอาอัมบั้มไปเก็บที่ชั้นวาง “งั้น... เพื่อเป็นรางวัล วันนี้แม่จะเพิ่มซุปเนื้อที่เนรี่ชอบลงในเมนูมื้อเย็นด้วย ดีไหม?”

 

“ดีที่สุดเลยค่ะ” คนได้รางวัลยิ้มแก้มปริ เนริซซ่าเกาะแขนคุณแม่ “ถ้าอย่างนั้น เริ่มทำกันเลยนะคะ ซุปเนื้อต้องเคี่ยวไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวไม่ทันคุณพ่อกลับมา”

 

“จ้า...” เนเรียยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปในครัวกับลูกสาวคนเล็ก

 

 

 

หลังจากนั้น... เอมิริน่าก็ตามเข้าไปในครัว

 

สามแม่ลูกลงมือทำอาหาร... เนริซซ่ารับหน้าที่ล้างผัก หั่นผัก และเตรียมอุปกรณ์อื่นๆทั่วไป เอมิริน่ารับหน้าที่หน้าเตาอบ ส่วนคุณแม่ซึ่งเป็นแม่ครัวใหญ่ จัดแจงปรุงอาหารทั้งจานหลักและจานรองทั้งหลายด้วยตัวเอง

 

เมื่ออาหารใกล้เสร็จ แม็กเวลก็กลับมา พร้อมคุณพ่อที่ไปเจอกันระหว่างทาง ดังนั้นหน้าที่เตรียมจัดโต๊ะจึงตกเป็นของแม็กเวล

 

และเมื่อทุกอย่างพร้อม... มื้ออาหารเย็นก็ได้เริ่มต้น

 

.

 

.

 

 

เกือบสิบห้าปีแล้วสินะ... เนเรียรู้สึกเหมือนเมื่อวานนี้เอง ที่ตัวเองได้อุ้มลูกๆเป็นครั้งแรก

 

แต่ตอนนี้... ลูกตัวน้อยแต่ละคนต่างก็เติบโตขนาดนี้แล้ว

 

เวลา... นั้นผ่านไปเร็วเหลือเกิน

 

แต่ถึงเวลาจะผ่านไปสักเพียงใดก็ตาม

 

เนเรียก็ยังอธิษฐานเหมือนเช่นเดิม...

 

นั่นก็คือ...  

 

 

 

‘ขอให้ลูกทุกคนของเธอ... มีความสุข’

 

 

ใช่แล้ว

 

รวมถึงเธอด้วย

 

ต่อให้ไม่ใช่...... ก็ตาม

 

ต่อให้ไม่ได้ผูกพันด้วย....... ก็ตาม

 

ขอให้ลูกมีความสุข

 

‘…………….’

 

.

 

.

 

 

 

ภายในบ้านสแตร์นี่... ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามปกติ 

 

แต่ภายนอกบ้าน... เงาร่างสูงกำลังยืนมอง

 

‘เขา’ มองเข้าไปข้างในบ้าน... สถานที่และเขตอาศัยของ ‘มนุษย์’

 

พรุ่งนี้... บางสิ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงไป

 

‘บางสิ่ง’ ที่เขาเฝ้ารอมานาน

 

รอ... เป็นระยะเวลากว่าสิบห้าปี

 

ตั้งแต่วันนั้น...

 

.....

 

.

 

 

. 

 

. 

 

วันนั้น 

 

นั่น.... 

 

เป็นจุดเริ่มต้น 

 

. 

 

. 

 

 

 

---------------------

 

 

 

Next Chapter…

 

 

“ถ้าอธิษฐานได้... เธอจะอธิษฐานขออะไรดีล่ะเนรี่”

 

“พี่แม็กอยากได้อะไรล่ะ”

 

“อื้ม... ไม่รู้สิ ขอให้โลกสงบสุขล่ะมั้ง”

 

“คำขอมาตรฐานชะมัด! ไร้ความฝันสิ้นดี พี่แม็กล่ะก็...”

 

“มาหาว่าฉันไร้ความฝัน... แล้วเธอล่ะเนรี่จะขออะไร”

 

“ขอให้สวย ขอให้รวย... ขอให้ได้ใช้ชีวิตสบายๆ”

 

“ขอมากเกินไปแล้ว!”

 

“เหรอ... ก็พี่แม็กไม่ยอมบอกนี่นาว่าจะขออะไร จริงสิ... แล้วพี่เอมี่ล่ะจะขออะไร”

 

“เอ๋... ฉันเหรอ... นั่นสิ จะขออะไรดีล่ะ?”

 

“ขอให้พี่เอมี่สร้างสีสันให้ตัวเองมากกว่านี้”

 

“นั่นไม่น่าใช่คำขอที่ดีล่ะมั้ง...”

 

“พี่แม็ก!!”

 

“ฮะ... ฮะ... งั้นฉันขอให้โลกสงบสุขด้วยแล้วกัน”

 

“เห็นไหมล่ะ!”

 

“บู่... พี่เอมี่ล่ะก็”

 

.

 

.

 

Chapter Two…

The Crossing of Two side

ทางแยกของสองฟาก 

 

.

 

.

 

---------------------

 
 
 
 
 
สวัสดีค่ะ ^ ^
 
ได้ทักทายกันอีกครั้งแล้วสำหรับในหน้าของนิยายเรื่องนี้ ตอนนี้เป็นตอนแรกของเรื่องค่ะ ^ ^" แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขอกล่าวคำยินดีต้อนรับทุกท่านเช่นเคยค่ะ
 
(และจะเป็นการดีมากถ้าไม่ปล่อยให้คนเขียนเหงา ส่งเสียงกันมาหน่อย...)
 
สำหรับตอนนี้เอ่อ... คนเขียนก็ยังไม่มีอะไรพูดมาก ขอตัวกลิ้งกลับไปเตรียมเนื้อหาตอนต่อไปดีกว่า (อ้าว...)
 
ยินดีต้อนรับทุกท่านค่า เชิญชมตามสบายนะคะ ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ ^ ^
 
 
Marchen Piper

edit @ 19 Jun 2012 10:39:31 by Marchen Piper

Comment

Comment:

Tweet

อ่านตอนนี้แล้ว....ให้นึกอยากยกประโยคหัวบล็อกต่อชื่อตัวเองมาพูดจังเลยแฮะ...
Si vis pacem, Para bellum 
หากเจ้าแสวงหาสันติภาพ....จงเตรียมตัวก่อสงคราม
หวังว่า....คงไม่ใช่แบบนั้นใช่ไหม ครอบครัวที่แสนสงบนี่คงไม่มีอะไรมาทำอะไรแบบนั้นใช่ไหม คนเขียนคงไม่ใจร้ายใช่ไหม !? <<< แต่ข้อนี้สงสัยต้องเลิกหวังสินะ sad smile  
อัพต่อเร็วๆเน้อ เพื่อนร๊ากกกกก

#1 By styxx on 2012-06-19 12:24